Neuroscience

เชื่อว่า...เมื่อกล่าวถึงสมองที่แข็งแรง หลายๆคนคงอาจไม่เข้าใจและนึกภาพไม่ออก วันนี้เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับสมองกันดีกว่า...

สมองที่แข็งแรง คือ สมองที่สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติและช่วยให้คุณทำงานในแต่ละวันได้อย่างไร้กังวล สมองของเด็กที่แข็งแรงจะประสบความสำเร็จด้านการเรียน มีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยม (A+) เด็กๆจะพบว่าการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆไม่ว่าจะเป็นกีฬา การเรียนภาษา หรือแม้แต่การเรียนในห้องเรียนเป็นสิ่งที่ง่ายและสนุกสนาน เมื่อเด็กๆรับรู้ถึงความสำเร็จของตนเอง เด็กๆก็จะรู้สึกมีความมั่นใจในตนเองเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลที่ได้คือ เด็กจะมีแรงบันดาลใจและมีความสุข

 

สมองเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้อย่างไร?

หลายคนอาจมองข้ามการออกกำลังให้กับสมองทั้งที่ความจริงแล้วสมองของเราต้องการการฝึกฝนอยู่เสมอ ตามหลักแล้ว การฝึกสมองก็เหมือนกับการออกกำลังกาย ที่แม้แต่คนแข็งแรงก็ย่อมมีบางทักษะที่ต้องได้รับการพัฒนา เช่น คนที่วิ่งเร็วอาจมีปัญหาความอ่อนตัว ดังนั้นเราจึงควรเข้าใจว่าการฝึกสมองให้ได้ผลต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ และฝึกทักษะที่แข็งแรงไปพร้อมกับการเสริมทักษะที่ไม่แข็งแรง สมองของคนเรานั้นประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก คือ การรับข้อมูลจากการได้ยิน (Auditory Input System) การรับข้อมูลจากการมองเห็น (Visual Input System) การเคลื่อนไหวและประสาทสัมผัส (Sensory-Motor Output System) สมาธิ (Attention Control System) และการจัดการอารมณ์ (Emotion Control System)
โดยทั่วไป เราใช้สมองทั้ง 5 ส่วนในการเรียนรู้ จดจำ และนำความรู้ที่ได้มาใช้เพื่อทำกิจกรรมหนึ่งๆ ไม่ว่าจะเล่นกีฬา ดนตรี หรือแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สมองทั้ง 5 ส่วนเหล่านี้ คือ พื้นฐานหลักใน “การขับเคลื่อนการเรียนรู้” ตัวอย่างเช่น เราต้องอาศัยทักษะการฟังที่แม่นยำ เพื่อรับคำแนะนำจากโค้ช ปรับระดับเสียงเปียโน หรือฟังคุณครูอธิบายแผนภาพทางคณิตศาสตร์ อาศัยการรับข้อมูลจากการมองเห็นในการส่งเสริมการฟังขณะที่โค้ชสาธิตการเล่นกีฬา มองตัวโน้ตดนตรีบรรทัดต่อบรรทัด หรือมองสิ่งที่คุณครูเขียนบนกระดาน อาศัยการจัดการอารมณ์เพื่อช่วยระงับความวิตกกังวลและคงแรงจูงใจระดับสูงในขณะที่เราเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเป็นครั้งแรก ท้ายที่สุด เราต้องอาศัยการเคลื่อนไหวและประสาทสัมผัส เพื่อเล่นกีฬา ควบคุมปลายนิ้วเพื่อบรรเลงเพลงเปียโน หรือจับดินสอเพื่อจดแผนภาพคณิตศาสตร์บนสมุด

 

การฝึกสมองตามหลักประสาทวิทยาเป็นอย่างไร?

ปัจจุบันนี้มีคอร์สเรียนมากมายที่ฝึกพัฒนาศักยภาพและสมองของเด็กๆ แล้วท่านผู้ปกครองจะทราบได้อย่างไรว่า “เราได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกของเราแล้ว มีหลักฐานหรือผลลัพธ์ความสำเร็จมายืนยันหรือไม่?”สถาบัน BrainFit Studio ของเราร่วมมือกับนักประสาทวิทยาระดับชั้นนำ 4 ท่าน คือ Dr. Michael M. Merzenich, Dr. Paula A. Tallal, Dr. Bill Jenkins และ Dr. Steven L. Miller เพื่อพัฒนาคอร์สฝึกที่อาศัยหลักการทางระบบประสาทวิทยา (Neuroscientific principles) และดำเนินการภายใต้หลัก SMART™ protocol

 

Set personal objectives (กำหนดเป้าหมายรายบุคคล)

สิ่งที่เราทำเป็นสิ่งแรก คือ การทำความเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่เด็กต้องการ และทำการกำหนดเป้าหมายและสิ่งที่ต้องการพัฒนากับท่านผู้ปกครองเป็นรายบุคคล

Measure with CognitiveMAP™ (ประเมินผลด้วย CognitiveMAP™)

จากนั้น เราจะทำการวัดระดับความสามารถในด้านต่างๆ โดยใช้แบบทดสอบที่ใช้เฉพาะสถาบันของเรา ที่มีชื่อว่า CognitiveMAP™ เพื่อทำความเข้าใจทักษะของนักเรียน และออกแบบโปรแกรมการฝึกฝนที่มีลักษณะตรงกับความต้องการของเด็กแต่ละคน เพื่อให้ผู้เรียนพัฒนาและเห็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

Adapt activities to abilities (ปรับกิจกรรมให้เหมาะกับความสามารถของเด็กแต่ละคน)

ต่อมา ทางสถาบันจะปรับโปรแกรมการฝึกให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน ซึ่งการปรับให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากหากกิจกรรมที่นำมาฝึกนั้นง่ายเกินไป สมองจะไม่ถูกกระตุ้นมากพอที่จะสร้างใยประสาทใหม่ ซึ่งเป็นใยประสาทที่แข็งแรงกว่าหรือมีการเชื่อมต่อที่ดีกว่า ในทางกลับกัน หากกิจกรรมที่นำมาฝึกนั้นยากเกินไป นักเรียนก็จะเบื่อ ท้อแท้ หรือสูญเสียความมั่นใจ นอกจากนี้ ระหว่างการฝึกเรายังสามารถติดตามผลการฝึกและสามารถปรับเปลี่ยนโปรแกรมการฝึกให้เหมาะสมได้อีกด้วย

Re-wire through focused practice (สร้างการเชื่อมโยงของเส้นใยสมองใหม่ๆผ่านการฝึกฝน)

มีข้อมูลจากงานวิจัยเกี่ยวกับประสาทวิทยาว่า “ผลลัพธ์ของการฝึกสมองขึ้นอยู่กับความถี่และความยากง่ายของการฝึก” โปรแกรมการฝึกฝนและระยะเวลาการฝึกของเรา คือ 50 นาที/ครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด

Transform brain for maximum performance (พัฒนาสมองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด)

เมื่อดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว สมองจะเกิดการเชื่อมโยงของเส้นใยประสาท ซึ่งส่งผลให้สมองของเด็กๆเปลี่ยนแปลง เป็นสมองที่มีการทำงานและการเรียนรู้ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งเด็กๆของเรายังสามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้น มีสมาธิจดจ่อได้ยาวนานขึ้น คิดเร็วขึ้น และมีความสามารถในการจดจำที่ดีขึ้น ซึ่งเราจะทำการทดสอบอีกครั้ง เพื่อวัดผลทักษะดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นนอกจากนี้ คอร์สของเรายังเป็นที่ยอมรับและได้รับการพิสูจน์ประสิทธิภาพการฝึกจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง อาทิ  Harvard, Stanford และ MIT และยังมีผลการวิจัยรับรองอย่างต่อเนื่อง

 

ผลการสอบที่โรงเรียนดีขึ้น
จากการวิจัยตั้งแต่ปี 2003-2010 พบว่าเด็กที่ฝึกสมองกับสถาบัน BrainFit Studio มีผลการเรียนในรายวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาที่สามสูงขึ้นอย่างชัดเจนมากสุดถึง 50%

 

ลายมือเป็นระเบียบและเขียนได้ไวขึ้น

หลังจากเรียน SMART™ Moves เด็กๆสามารถเขียนได้เป็นระเบียบและเขียนได้รวดเร็วมากขึ้นถึง 97 ตัวอักษร/วินาที

พัฒนาทักษะความจำจากการมองและมิติสัมพันธ์

หลังจากเรียน SMART™ Vision ทักษะด้านมิติสัมพันธ์และความจำจากการมอง ซึ่งจำเป็นสำหรับการเรียนคณิตศาสตร์และภาษาจีน ดีขึ้นอย่างชัดเจน

สมองส่วนวิเคราะห์ภาษามีการทำงานดีขึ้น

จากการวิจัยของมหาวิทยาลัย MIT ในปี 2003 และ 2007 เมื่อแสกนสมองด้วย fMRI ของเด็กที่มีปัญหาด้านการอ่าน (Dyslexia) แต่ได้รับการฝึกฝนด้วยโปรแกรม Fast ForWord® พบว่า สมองที่เกี่ยวข้องกับการอ่านมีการทำงานที่ใกล้เคียงกับเด็กปกติมากยิ่งขึ้น ทำให้สมองส่วนวิเคราะห์ภาษาทำงานได้ดีมากขึ้น

ทักษะด้านต่างๆเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

จากผลลัพธ์ของเด็กๆมากถึง 5,000 คน ที่ได้เรียน BrainFit Studio ยืนยันให้เห็นว่า ทักษะด้านต่างๆ อาทิ การทำงานระหว่างกล้ามเนื้อแต่ละส่วน การทำงานระหว่างมือกับการเคลื่อนไหว ความเร็วในการประมวลผล การทรงตัว สมาธิ และความจำ พัฒนามากยิ่งขึ้นหลังจากเรียน SMART™ Moves, SMART™ Vision, SMART™ Listening และ SMART™ Focus

 

Contact Us

หากคุณสนใจคอร์สหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อเราได้เลย

BrainFit Studio Thailand ชั้น 2, อาคารเพลินจิตเซ็นเตอร์,
สุขุมวิทซอย 2, กทม. 10110BTS สถานีเพลินจิต ทางออก 4