ลูกมีพัฒนาการล่าช้า ฝึกสมอง 5 ด้านช่วยได้! 

 

 ลูกมีพัฒนาการล่าช้า ฝึกสมอง 5 ด้านช่วยได้! 

 

  • หากคุณพ่อคุณแม่เริ่มสังเกตเห็นว่าบุตรหลานของคุณไม่สามารถทำสิ่งพื้นฐานที่เด็กวัยเดียวกันทำได้
  • ไม่สามารถเข้าใจคำสั่ง หรือประโยคที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการจะสื่อสาร
  • รวมทั้งไม่สามารถออกเสียงคำง่าย ๆ ได้  

 

สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณที่กำลังเตือนให้ผู้คุณพ่อคุณแม่รู้ว่า บุตรหลานของคุณอาจมีพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าวัยอยู่ก็เป็นได้...

 

 

 พัฒนาการคืออะไร? 


พัฒนาการคือกระบวนการเจริญเติบโตในทุกด้านของมนุษย์ โดยเริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิจนกระทั้งเสียชีวิต ทั้งทางด้านขนาด เช่น รูปร่าง ความสูง และคุณภาพ เช่น ความคิด พฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะเป็นไปอย่างต่อเนื่องในลักษณะเจริญงอกงาม หรือถดถอยลง ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ได้รับ

 

 

 พัฒนาการล่าช้าคืออะไร? 


เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า คือ เด็กที่มีพัฒนาการช้ากว่าลำดับขั้นปกติตามช่วงอายุของเด็ก

 

 

 รู้ได้อย่างไรว่าลูกมีพัฒนาการล่าช้า? 


พฤติกรรมเบื้องต้น ที่เป็นสัญญาณเตือนว่าบุตรหลานของคุณอาจกำลังมีพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าวัยคือ...

 


1. การแสดงออก


    1.1 ไม่มีสมาธิ หรือไม่สนใจกิจกรรมที่กำลังทำอยู่
    1.2 สนใจสิ่งของ มากกว่าผู้คน
    1.3 ไม่ชอบสบตาขณะพูดคุย
    1.4 ไม่สามารถทำสิ่งพื้นฐานที่เด็กวัยเดียวกันทำได้
    1.5 ซนผิดปกติ หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว

 

 

2. การเคลื่อนไหวร่างกาย


    2.1 แขนขาเกร็ง หรืออ่อนปวกเปียก
    2.2 มักใช้ร่างกายด้านใดด้านหนึ่งมากกว่าอีกด้าน
    2.3 เชื่องช้า ไม่กระตือรือร้น
    2.4 อยู่ไม่นิ่ง

 

 

3. การมองเห็น


    3.1 ไม่มองตามผู้คนหรือสิ่งของ
    3.2 มองไม่ชัด โฟกัสวัตถุไม่ได้
    3.3 มองขนาด และสีของวัตถุผิดเพี้ยนไป

 

 

4. การได้ยิน


    4.1 พูดเสียงดังผิดปกติ
    4.2 ตอบสนองการเรียกช้า / ต้องสั่งซ้ำ
    4.3 เข้าใจคำพูดหรือคำสั่งยาก
    4.4 ไม่ตกใจเวลาได้ยินเสียงดัง
    4.5 ออกเสียงคำง่าย ๆ ไม่ได้

 

ซึ่งหากเด็ก ๆ มีพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้านอ่อนกว่าวัย ก็จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อเด็ก ๆ ในเรื่องต่าง ๆ ของพวกเขาในอนาคตได้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน รวมไปถึงเป็นการลดโอกาสในการประสบความสำเร็จในชีวิตในอนาคตของเด็ก ๆ ด้วย

 

 

 

 พัฒนาการ กับการเรียน.. 


ในการเรียนหนังสือในห้องเรียนนั้น เด็ก ๆ จะต้องใช้ทักษะสมองหลาย ๆ ด้านทำงานร่วมกันเพื่อรับข้อมูลต่าง ๆ ที่กำลังเรียนรู้อยู่ไปประมวลผล แล้วแสดงผลออกมาในรูปแบบพฤติกกรมต่าง ๆ

 

  • เมื่อเด็ก ๆ นั่งอยู่ในห้องเรียนพวกเขาจะต้องใช้ทักษะสมองด้านการควบคุมร่างกาย เพื่อควบคุมร่างกายของตัวเองให้ตั้งตรง และสามารถนั่งอยู่บนเก้าอี้นิ่ง ๆ โดยเด็ก ๆ จะต้องอาศัยความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณช่วงหน้าท้อง หลัง ไหล่ คอ รวมถึงศีรษะ

 

  • เด็ก ๆ จะต้องใช้ทักษะสมองด้านการฟังเพื่อรับข้อมูลด้านเสียงมาวิเคราะห์ และตีความหมายของสิ่งที่ได้ยิน รวมถึงตัดเสียงที่รบกวนอื่นเพื่อที่จะเข้าใจสิ่งที่คุณครูพูด

 

  • ใช้ทักษะสมองด้านการมองเพื่อ วิเคราะห์ ตีความหมาย จดจำภาพ รวมถึงสัญลักษณ์ที่มองเห็น เพื่อจดลงสมุด

 

  • ใช้ทักษะสมองด้านการมอง ควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหวในการเขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้ลงสมุด ต้องบังคับกล้ามเนื้อมัดเล็ก และข้อมือให้เคลื่อนไหวตามที่คิด

 

เห็นไหมคะว่าในการทำกิจกรรมแค่ 1 อย่าง อย่างการเรียนหนังสือนั้น เราต้องใช้ทักษะสมองหลายด้านเลย ซึ่งถ้าหากว่าทักษะของสมองด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้านของเด็ก ๆ ไม่แข็งแรงสมวัย ก็จะส่งผลให้สมองต้องดึงพลังจากสมองด้านที่แข็งแรงกว่ามาช่วย ทำให้สมองแต่ละด้านทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้เด็ก ๆ เกิดความยากลำบากในการเรียนรู้

 

เมื่อเด็ก ๆ คิดว่าการทำกิจกรรมแต่ละอย่างนั้นยาก หรือพยายามแล้วแต่ทำได้ไม่ค่อยดี ก็จะเกิดความรู้สึกไม่อยากทำ แล้วเบี่ยงเบนความสนใจไปทำอย่างอื่นได้แทน จะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมที่แตกต่างกันในเด็กแต่ละคนตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น 

 

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ควรเสริมสร้างให้ลูกน้อยก็คือ การพัฒนาทักษะของสมองทั้ง 5 ด้านของเด็ก ๆ ให้แข็งแรงสมวัยนั่นเอง 

 

 

" ทักษะสมองทั้ง 5 ด้านประกอบด้วยทักษะของสมองด้านการเคลื่อนไหว การมอง การฟัง สมาธิ และอารมณ์

 

ทักษะสมองเหล่านี้สามารถถูกพัฒนาได้จากการให้เด็ก ๆ ได้ลงมือทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีความท้าทายที่เหมาะสมตามวัย 

 

 

 

 พัฒนาทักษะสมองทั้ง 5 ด้านไปกับ BrainFit 


ทางสถาบัน BrainFit มีคอร์สชื่อว่าคอร์สพัฒนาสมาธิ (เหมาะสำหรับน้อง ๆ อายุตั้งแต่ 3-18 ปี)

 

คอร์สพัฒนาสมาธินี้ ได้ถูกออกแบบ และพัฒนาตัวกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ทักษะสมองที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ทั้ง 5 ด้านของเด็ก ๆ จากนักสรีระวิทยา และนักประสาทวิทยาโดยตรง 

 

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงสามารถมั่นใจได้เลยว่า หากเด็ก ๆ ได้รับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ และมีความเข้มข้นเพียงพอตามที่หลักสูตรได้กำหนดไว้ ทักษะสมองทั้ง 5 ด้านของเด็ก ๆ จะได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้อง เหมาะสม จนสามารถมีพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน!

 

 

 หลักสูตรนี้จะเน้นพัฒนาในส่วนของ.. 

 

  • ระบบประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว (Sensory-Motor)

ความสัมพันธ์ของ 2 ระบบนี้จะช่วยให้เด็ก ๆ มีพัฒนาการด้านการเจริญเติบโต การเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่ว มีทักษะที่จำเป็นต่อการเล่นกีฬา รวมไปถึงทักษะในการเขียน ทั้งความคล่องแคล่วว่องไว ความเป็นระเบียบ และลายมือที่ดีขึ้น
 

 

  • ระบบสัมผัส (Tactile System)

กระตุ้นการรับรู้จากผิวสัมผัส เช่น ความร้อน ความเย็น ความเจ็บปวด แรงกดเบาและแรงกดหนัก ความรู้สึกเหล่านี้มีส่วนช่วยให้สมองรับรู้ข้อมูลอย่างแม่นยำเกี่ยวกับขนาด รูปแบบ เนื้อสัมผัสของสิ่งของในสิ่งแวดล้อมโดยการใช้การสัมผัสเพียงอย่างเดียว


 

  • ระบบรับรู้ข้อมูล ทิศทางการเคลื่อนไหว ตำแหน่งของร่างกายและการทรงตัว (Vestibular System)


ระบบนี้ทำหน้าที่รักษาความสมดุลของร่างกาย และการเคลื่อนไหวว่ามากไป หรือน้อยไป ให้ความรู้สึกปลอดภัยทั้งทางกายภาพ และอารมณ์ รวมถึงการส่งข้อมูลไปยังโครงสร้างประสาทเพื่อควบคุมการปรับโฟกัสทางการมอง
 

 

  • ทักษะการมอง และการควบคุมกล้ามเนื้อตา (Vision and Ocular Control)


ทักษะมิติสัมพันธ์ การสังเกตรายละเอียด ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตามีส่วนช่วยในการปรับโฟกัสให้แม่นยำ และไวยิ่งขึ้น ช่วยให้รับรู้ความไว และทิศทางของการเคลื่อนไหว จำเป็นต่อทักษะด้านการสังเกต ความไวทางการอ่านหนังสือ และการเรียนวิชาเลข เคมี และฟิสิกส์


 

  • ความแม่นยำในการประมวลผลหน่วยเสียง (Auditory Processing)


กระตุ้นการรับรู้คลื่นความถี่ของเสียงที่ผ่านแก้วหูได้ครบถ้วน เพื่อความไม่ผิดพลาดในการรับรู้ข้อมูลที่ถูกส่งไปยังสมอง หากทักษะด้านนี้อ่อน จะทำให้การฟังนั้นผิดพลาด ต้องย้ำหรือทวนคำพูดอยู่บ่อย ๆ สื่อสารผิดประเด็นหรือเข้าใจคนละความหมาย
 

 

  • การจัดการ และรับมือกับอารมณ์ รวมถึงทักษะการเข้าสังคมต่าง ๆ


ในหลักสูตรนี้จะสอนให้เด็ก ๆ เข้าใจอารมณ์ตัวเอง รู้จักวิธีจัดการ และรับมือกับอารมณ์ของตัวเองในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม สอนทักษะการเข้าสังคม การอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น รวมทั้งสอนในเรื่องของ Growth Mindset เป็นต้น
 


และเมื่อทักษะต่าง ๆ เหล่านี้ของเด็ก ๆ ได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมตามวัยได้แล้ว สิ่งนี้จะช่วยให้พวกเขามีสมาธิจดจ่อกับการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดีมากยิ่งขึ้น มีความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง และมีแรงพลักดันให้อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในอนาคตต่อไปได้ในท้ายที่สุด

 


 

 

 

 

จันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ และ อาทิตย์  02-656-9938 / 02-656-9939 02-656-9915

วันพฤหัสบดี-วันศุกร์  091-774-3769


เพิ่มเพื่อน

LINE: @brainfit_th 

 

Contact Us

If you would like to have your child attend our course, or you would simply like more information, please contact us today.

BrainFit Studio Thailand 2nd floor, Ploenchit Center,
Sukhumvit Soi 2, Bangkok 10110BTS Ploenchit Station Exit 4