3 เคล็ดลับช่วย "เพิ่มสมาธิ และการจดจ่อ" ให้ลูกรัก
เมื่อลูก ๆ เริ่มโตขึ้น ผู้ปกครองบางท่าน ก็อาจจะสังเกตเห็นว่าลูก ๆ นั้นมีอาการอยู่ไม่นิ่ง วอกแวกง่าย ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งใดได้นานเท่าที่ควรจะเป็น ซึ่งอาการเหล่านี้อาจจะกำลังบอกคุณว่า ลูก ๆ ของคุณมีแน้มโน้มที่จะมีอาการสมาธิสั้น หรือมีอาการขาดสมาธิอยู่ก็เป็นได้
แล้วสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้คืออะไรกันล่ะ?
ใช้เวลากับหน้าจอมากเกินไป
เกิดจากการที่เด็ก ๆ ใช้เวลากับหน้าจอต่าง ๆ มากเกินไป เนื่องจากสื่อต่าง ๆ ที่เด็กจะได้ดูส่วนใหญ่จะเป็นภาพที่เคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ หากเด็กได้ดูสื่อเหล่านี้ผ่านหน้าจอต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางโทรทัศน์ ไอแพด หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือ สะสมเป็นเวลานาน ๆ สิ่งเหล่านี้ก็จะส่งผลให้เด็ก ๆ มีอาการสมาธิสั้นได้
นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในช่วงวัยเด็กนั้น จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสมองในช่วงวัยเด็ก ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลต่อสมาธิ และการจดจ่อของเด็กโดยตรง
พัฒนาการด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้านไม่สมวัย
การที่เด็กมีพัฒนาการที่ไม่สมวัยจะทำให้พวกเขามีความยากลำบากในการเรียนรู้ หรือรับข้อมูลข่าวสาร เช่น หากเด็ก ๆ มีพัฒนาการเกี่ยวกับทักษะสมองด้านการฟังที่ไม่แข็งแรงสมวัย ก็จะทำให้เด็ก ๆ รับข้อมูลจากการฟังได้ไม่สมบูรณ์ อาจจะเกิดการฟังไม่ทัน ฟังแล้วตกหล่น ทำให้ไม่สามารถจับใจความ และทำความเข้าใจในสิ่งที่กำลังฟังอยู่
ด้วยเหตุนี้จึงอาจทำให้เด็ก ๆ ไม่สนใจที่จะฟังอีกต่อไป ไม่สามารถมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ได้เรียนหรือได้ฟังได้ แล้วเลือกที่จะไปทำสิ่งอื่นที่ตัวเองชอบแทน ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจส่งผล และถูกแสดงออกมาในรูปแบบที่เด็ก ๆ มีพฤติกรรมที่ไม่สามารถอยู่นิ่งขณะที่กำลังเรียนอยู่ได้ หรือลุกหนีไปทำอย่างอื่นขณะที่กำลังเรียนอยู่ได้นั้นเอง
แล้วเราจะสามารถ "เพิ่มสมาธิ และการจอจ่อ" ให้เด็ก ๆ ได้อย่างไร?
จำกัดเวลาการใช้หน้าจอ
จำกัดเวลาการใช้หน้าจอของเด็ก ๆ ไม่ให้มากจนเกินไป และเลือกสื่อต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับวัยของพวกเขา โดยต้องคำนึงว่าสื่อที่คัดเลือกนั้นควรเป็นสื่อที่สร้างสรรค์ มีประโยชน์ต่อเด็กจริง ๆ และไม่ใช่สื่อที่มีการเคลื่อนไหว หรือมีการกระตุ้นเด็กมากจนเกินไป
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
จัดสรรเวลานอนให้เพียงพอต่อความต้องการของเด็ก ๆ ในแต่ละช่วงวัย ได้ดังนี้:
- อายุ 0-3 เดือน ควรนอนวันละ 14-17 ชั่วโมง เพื่อการเจริญเติบโตของร่างกาย
- อายุ 4-12 เดือน ควรนอนวันละ 12-15 ชั่วโมง เพื่อการเจริญเติบโตของร่างกาย พัฒนาสมอง และอารมณ์ให้กับเด็ก
- อายุ 1-2 ปี ควรนอนวันละ 11-14 ชั่วโมง อายุช่วงวัยนี้เด็ก ๆ จะเริ่มเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว การนอนที่เพียงพอจะช่วยให้เด็ก ๆ จดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น
- อายุ 3-5 ปี ควรนอนวันละ 10-13 ชั่วโมง เพราะเป็นวัยที่สมองถูกกระตุ้นให้ใช้งานเยอะมาก ทั้งในเรื่องของการเรียนรู้ และการสื่อสารดังนั้นควรให้เด็ก ๆ ได้นอนหลับพักในช่วงกลางวันเพื่อให้สมองได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม
- อายุ 6-13 ปี ควรนอนวันละ 9-11 ชั่วโมง ในช่วงอายุนี้ร่างกายจะไม่ต้องการการนอนมากเท่าเด็กเล็ก เพราะสมองเจริญเติบโตมาได้เยอะมากแล้ว แต่ก็ไม่ควรให้เด็ก ๆ นอนดึกจนเกินไป
- อายุ 14-17 ปี ควรนอนวันละ 8-10 ชั่วโมง เพราะเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านฮอร์โมน ในขณะที่เด็กกำลังหลับอยู่จะเกิดการหลั่ง Growth hormone ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย
พัฒนาทักษะสมองด้านต่าง ๆ ให้แข็งแรงสมวัย ผ่านกิจกรรม
เสริมสร้าง และพัฒนาทักษะสมองด้านต่าง ๆ ให้แข็งแรงสมวัย ผ่านรูปแบบการทำกิจกรรมต่าง ๆ เนื่องจากทักษะสมองด้านต่าง ๆ จะสามารถพัฒนาให้แข็งแรง และสมวัยได้หากทักษะต่าง ๆ เหล่านั้นได้รับการใช้งาน และฝึกฝนอย่างสม่ำแสมอ ตามวัย
ดังนั้นหากเด็ก ๆ เล่น หรือได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ใช้งานทักษะพื้นฐานสมองทั้ง 5 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว การมอง การฟัง สมาธิ หรือแม้กระทั้งเรื่องของอารมณ์ ก็จะทำให้พวกเขาเข้าใจ และสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น เมื่อพวกเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ก็จะทำให้พวกเขาสนุกที่จะเรียนรู้มากขึ้น และหากพวกเขาสนุกที่ได้เรียนรู้ สิ่งนี้เองที่จะเป็นแรงกระตุ้นให้พวกเขาสามารถมีสมาธิ และจอจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำได้นานขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง!
ที่ BrainFit เรามี คอร์สฝึกสมองรอบด้าน ที่จะช่วยพัฒนาทักษะพื้นฐานทั้ง 5 ด้านไม่ว่าจะเป็น การเคลื่อนไหว การมอง การฟัง สมาธิ รวมถึงเรื่องของอารมณ์ ให้แข็งแรงสมวัย ผ่านการทำกิจกรรมที่สนุก และหลากหลาย เพื่อให้พวกเขามีสมาธิจดจ่อกับสิ่งต่าง ๆ ได้ยาวนานยิ่งขึ้น และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าที่เคย!!
🧠 พัฒนาทักษะการเรียนและเสริมความแข็งแรงให้สมอง 💪
ติดต่อทดลองเรียน ฟรี!
จันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ และ อาทิตย์
02-656-9938 / 02-656-9939 / 02-656-9915