ควบคุมเวลาหน้าจอ สำหรับ เด็กสมาธิสั้น ADHD

 

 

ควบคุมเวลาหน้าจอ สำหรับ เด็กสมาธิสั้น ADHD

 

เวลาในการเล่นหน้าจอ สำหรับเด็กที่มี อาการสมาธิสั้น ADHD

 

ผู้ปกครองหลายท่านคงกังวลไม่น้อย เกี่ยวกับการใช้เวลาอยู่กับหน้าจอของเด็ก ๆ และอาจเป็นเรื่องยากที่ต้องจำกัดเวลา หรือห้ามไม่ให้เด็กเล่นเลย 

การใช้เวลาอยู่กับหน้าจอนั้น จะรวมถึงการเล่น social media การเล่นเกมออนไลน์ และการดูวิดีโอต่าง ๆ ด้วย การกำหนดหรือจำกัดเวลาในการเล่นหน้าจอนั้น อาจเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กที่มีอาการไฮเปอร์หรือสมาธิสั้น ADHD เนื่องจากเด็ก ๆ ยังไม่สามารถรู้จักการควบคุมตนเองให้รู้จักกำหนดเวลาและหยุดเล่นเองได้

จากประสบการณ์ของผู้ปกครองบางรายพบว่า เด็ก ๆ นั้น จะยื่นมือไปหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋าของผู้ปกครองด้วยตนเอง หรือขอเล่นอุปกรณ์แทปเล็ตบ้าง ซึ่งหากถูกปฏิเสธ เด็ก ๆ ก็จะร้องไห้ โวยวาย แสดงอาการไม่พอใจ เป็นต้น 

ซึ่งผู้ปกครองหลายท่านคงต้องยอม และอนุญาตให้เด็กเล่นนั่นเอง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านพฤติกรรมตามมาได้ โดยในปัจจุบัน พบว่า มีเด็ก ๆ จำนวนมากที่ได้รับการบำบัดพฤติกรรมการติดหน้าจอ ดังนั้นผู้ปกครองควรตระหนัก และเรียนรู้วิธีการจัดการกับการอนุญาตให้เด็กเล่นหน้าจออย่างเหมาะสมและถูกวิธี 

 

เวลาในการเล่นหน้าจอ 

 

การจำกัดเวลาการเล่นหน้าจอให้เด็ก หรือตัวเราเองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉลี่ยของเด็กอายุ 5-16 ปี ส่วนใหญ่  มักจะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อวัน ในการเล่นวิดีโอเกม และจากการศึกษาของ Norwegian พบว่า มีเด็กจำนวนมากกว่า 75% ที่เล่นวิดีโอเกมมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งทางสถาบัน The American Academy of Pediatrics แนะนำให้เล่นไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น 

การเล่นหน้าจอได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตประจำวันไปแล้ว และยังจำเป็นสำหรับเด็ก ๆ ในการเรียนรู้การเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นในโลกยุคปัจจุบันอีกด้วย เมื่อลูกของเราไปโรงเรียน และเห็นเพื่อน ๆ ของเขาใช้อุปกรณ์หรือมือถือต่าง ๆ หากลูกไม่ได้เล่นเกมที่คล้ายกับเพื่อน อาจทำให้ตัวเด็กเองรู้สึกว่าการสานสัมพันธ์ หรือการพูดคุยกับเพื่อนมีข้อจำกัด อย่างไรก็ตาม การใช้เวลากับหน้าจอมากจนเกินไป ก็สามารถส่งผลเสียหลายด้านได้เช่นกัน เช่น ขาดการสื่อสารแบบพูดคุยตัวต่อตัว การค้นพบความชอบของตนเอง ความสนใจในการทำกิจกรรมอื่น ๆ  การจัดการเวลาในการทำการบ้าน หรือการอ่านหนังสือลดน้อยลง ซึ่งการจัดสรรเวลาในการเล่นหน้าจออย่างเหมาะสม จะช่วยให้เด็ก ๆ สามารถพัฒนาทักษะด้านอื่น ๆ ที่จำเป็นได้ด้วย

 

 เด็กสมาธิสั้น กับ การจำกัดการเล่นหน้าจอ 

 

อาการสมาธิสั้นหรือไฮเปอร์ ADHD นั้นพบได้มากในเด็กปัจจุบัน เด็ก ๆ กลุ่มนี้มักถูกกระตุ้นได้โดยง่ายจาก หน้าจอที่มีสีสันน่าตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะสื่อล่อตาล่อใจต่าง ๆ ที่มี เสียง และภาพเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา หรือรางวัลที่ได้จากการเล่นเกมยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เด็ก ๆ ติดหน้าจอได้ง่ายขึ้น

ยิ่งในเด็กที่มีอาการสมาธิสั้น ADHD ด้วยนั้น จะพบว่าพวกเขาจะไม่สามารถรับรู้เวลา หรือตระหนักถึงการควบคุมเวลาที่อยู่กับหน้าจอได้ด้วยตนเองเมื่อเทียบกับเด็กทั่วไปที่สามารถยับยั้งชั่งใจหรือรับรู้ว่าตนเองใช้เวลาอยู่กับหน้าจอนานเกินไปแล้ว ถึงเวลาต้องวางมือถือ ไปทำการบ้าน หรือได้เวลาเข้านอนแล้ว เป็นต้น

 

 ช่วงเวลานอนกับการดูสื่อต่าง   

 

เด็กที่มีอาการสมาธิสั้น ADHD พบว่าพวกเขามักนอนหลับไม่เพียงพอ ตื่นบ่อยกลางดึก และขยับตัวบ่อยขณะนอน เมื่อพวกเขาตื่นขึ้นมากลางดึก ก็จะหันไปหยิบมือถือหรืออุปกรณ์แทปเล็ตขึ้นมาเล่นกลางดึก เพียงเพื่อจะช่วยให้เขารู้สึกว่าจะช่วยให้หลับต่อ ซึ่งพฤติกรรมนี้สามารถส่งผลกระทบทางอ้อมได้ จากการศึกษาของ the Journal of Physical Activity and Health พบว่า เด็กที่มีอาการสมาธิสั้นนั้น มีชั่วโมงการนอนน้อยกว่า และใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากกว่าเด็กทั่วไป ซึ่งผู้ปกครองส่วนใหญ่เองก็พยายามลดเวลาในการดูทีวีของลูก ๆ แล้ว แต่กลับพบว่าในห้องนอนของเด็ก ๆ เอง ก็ยังมีทีวีตั้งอยู่ ซึ่งอาจจะไม่เป็นผลดีต่อเด็กเท่าไหร่นัก 

 

8 กลยุทธ์ในการจัดการเวลาและควบคุมการดูหน้าจอให้กับเด็ก ที่บ้าน 

 

1.  ⏱️  กำหนดเวลาที่ชัดเจนให้เด็กในการใช้เวลาอยู่กับหน้าจอ และต้องจำกัดการใช้งานตามที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัดเป็นประจำ และต่อเนื่อง

2.  ☀️  เลือกเวลาที่เหมาะสมในช่วงวัน ว่าช่วงเวลาใดที่เหมาะสมในการเล่นหน้าจอ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็ก ๆ ร้องขอตลอดเวลา ผู้ปกครองสามารถเลือกช่วงเวลาที่เหมะสม เช่น ให้เล่นได้ 30 นาทีเท่านั้น หลังจากที่ลูกทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่ควรเลือกช่วงเวลาตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน เพราะจะทำให้เด็กยิ่งวอกแวกได้ง่าย เมื่อต้องเตรียมตัวไปโรงเรียน

3.  ⏳  ช่วยฝึกเด็ก ๆ ในการรับรู้เรื่องเวลา และฝึกให้เด็กเตือนตัวเองขณะเล่นหน้าจอด้วย เพื่อให้เด็ก ๆ รับรู้ว่าใกล้ถึงเวลาที่จะต้องวางอุปกรณ์ลง และไปทำอย่างอื่นได้แล้ว ผู้ปกครองสามารถช่วยจัดหานาฬิกาจับเวลามาวางไว้ข้าง ๆ เพื่อให้เด็ก ๆ เห็น และเมื่อได้ยินเสียงร้องเตือนจากนาฬิกาก็ควรหยุดเล่น และวางอุปกรณ์ลง ผู้ปกครองไม่ควรช่วยบอกเวลาให้เด็กอยู่ตลอดเวลา ควรฝึกให้เด็ก ๆ รับรู้และคอยสังเกตเวลาด้วยตนเองบ้าง เพื่อเป็นการฝึกพัฒนาการให้เด็กรับรู้เรื่องความสำคัญ และการควบคุมเวลาของตนเองมากขึ้น

4.  🧑‍🤝‍🧑  การเล่นอุปกรณ์ใด ๆ ก็ตาม ควร กำหนดให้เด็ก ๆ เล่นในห้องที่มีผู้ปกครองเห็นด้วย เช่น ห้องนั่งเล่น เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถคอยสังเกต และควบคุมสื่อที่เหมาะสมกับช่วงวัยของเด็ก ๆ 

5.  🍔  ควรงดการเล่นมือถือหรือแทปเล็ตในช่วงการรับประทานอาหาร หรือในสถานการณ์ที่เด็ก ๆ ต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น เช่น ในกลุ่มสนทนากับครอบครัว เพื่อน งานปาร์ตี้ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสในการสื่อสารและพูดคุยกับสังคมรอบข้างมากขึ้น 

6.  📵  ผู้ปกครองต้องไม่อนุญาตให้เด็ก ๆ ยื่นมือไปหยิบมือถือของผู้ปกครองจากกระเป๋าส่วนตัว หรือเมื่อวางไว้ที่ใดที่หนึ่งด้วยตนเอง โดยยังไม่ได้รับอนุญาต เพราะการปล่อยให้เด็กหยิบอุปกรณ์เอง และเข้าถึงหน้าจอตามที่เด็กต้องการเวลาใดก็ได้นั้น สิ่งนี้จะเป็นการส่งเสริมให้เด็กไม่รู้จักกฏกติกามารยาท และอาจจะไปทำเช่นนี้ที่โรงเรียนกับสิ่งของอื่น ๆ ของเพื่อนหรือผู้อื่นได้ 

 

ผู้ปกครองสามารถช่วยฝึกเด็ก ด้วยการเป็นผู้ยื่นอุปกรณ์ให้กับมือด้วยตนเองเมื่อถึงเวลาที่สามารถเล่นได้ หรือตามที่ได้ตกลงกันไว้ หากเป็นไปได้ ควรมีอุปกรณ์แยกต่างหากสำหรับของเด็กโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันปัญหาให้เด็กกดโทรออก หรืออ่านข้อความ อีเมล ข่าวสารเนื้อหา หรือข้อมูลที่ผู้ปกครองอาจไม่ต้องการให้เด็กเข้าถึงได้

 

7.  🛌🏼  ฝึกให้เด็กเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ ก่อนเข้านอนด้วยตนเอง เพื่อป้องกันการเล่นก่อนนอนหรือหยิบขึ้นมาเล่นกลางดึกขณะตื่น และไม่ควรมีทีวีในห้องนอน 

8.  🏆  ที่สำคัญ ผู้ปกครองจะต้องชื่นชมเด็ก ๆ ทุกครั้ง เมื่อเขาสามารถทำตามกติกา และรักษาเวลาในการเล่นอุปกรณ์ได้ตามที่ตกลงไว้ และจะต้องให้เหตุผลเพื่อให้เด็กเข้าใจหากเด็ก ๆ ไม่ปฏิบัติตามกฏ เช่น ในวันนี้เล่นเกินเวลาที่ตกลงกันไว้ ในวันต่อไป ก็จะต้องขอลดการเล่นในวันต่อไปออกไป ตามที่เล่นเกินมาในวันนี้ เพื่อให้เด็ก ๆ เห็นความสำคัญของการเคารพ และปฏิบัติตามกติกา และป้องกันปัญหาการต่อรองในครั้งถัดไป

 

สำหรับผู้ปกครองที่อาจจะเพิ่งเริ่มต้นในการตั้งกติกาให้เด็ก ๆ เป็นครั้งแรก อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เด็ก ๆ อาจไม่ให้ความร่วมมือ อาจรู้สึกกดดัน เสียใจ หรือรู้สึกเหมือนตนเองถูกลงโทษ ผู้ปกครองจะต้องเตรียมรับมือกับสิ่งนี้ และต้องพยายามสื่อสารทำความเข้าใจถึงข้อดี และข้อเสียให้เด็ก ๆ เข้าใจก่อน เพื่อปรับเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเมื่อลองทำแล้ว พยายามสังเกตดูว่า เด็ก ๆ มีอาการยุกยิกน้อยลงไหม การนอนของเด็ก ๆ ต่อเนื่องมากขึ้นหรือไม่ หรือเด็ก ๆ เริ่มมีสมาธิมากขึ้นเพียงใด แต่หากลองลดเวลาแล้วอาการสมาธิสั้นยังไม่ลดลง ผู้ปกครองสามารถขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และหากิจกรรมที่ช่วยพัฒนาทักษะสมาธิของเด็ก ๆ ควบคู่กันต่อไปได้

 

ที่ BrainFit เรามี คอร์สพัฒนาสมาธิเด็ก สำหรับเด็ก 3 -18 ปี ที่จะช่วยพัฒนาสมองทั้ง 5 ด้านของเด็ก ๆ ให้เเข็งแรงมากขึ้นไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้พวกเขาพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ และมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น!!

 

 

คอร์สพัฒนาสมองและสมาธิเด็ก 3-18 ปี 

 🔥 โปรโมชั่น ลดสูงสุด 30% แถมฟรี อีก 4 ครั้ง 🔥

หมดเขต 30 .. 2563 เท่านั้น!

 

------------------

 

สอบถามเพิ่มเติม หรือ ทดลองเรียน ฟรี!

จันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ และ อาทิตย์  โทร 02-656-9938

วันพฤหัสบดี-วันศุกร์   091-774-3769

LINE Official Account: @brainfit_th

 

 

ที่มา: psychcentral 

 

Contact Us

If you would like to have your child attend our course, or you would simply like more information, please contact us today.

BrainFit Studio Thailand 2nd floor, Ploenchit Center,
Sukhumvit Soi 2, Bangkok 10110BTS Ploenchit Station Exit 4