6 เทคนิค รับมือ เมื่อเด็ก ๆ นั่งไม่นิ่ง ADHD

 

 

 6 เทคนิค รับมือ เมื่อเด็ก ๆ นั่งไม่นิ่ง ADHD 


รับมืออย่างไร เมื่อเด็ก ๆ นั่งไม่นิ่ง ADHD เรามาทำความรู้จักกับน้อง Jonathan อายุ 8 ขวบกัน เมื่ออยู่ที่โรงเรียน น้องเป็นเด็กที่ไม่ชอบนั่งเก้าอี้หลังตรง และชอบที่จะนั่งทับขาตนเองบนเก้าอี้ หลังไม่พิงพนักเก้าอี้ อีกทั้งยังชอบวางแขนพาดที่โต๊ะอีกด้วย และตอนอยู่ที่บ้าน คุณแม่ของเขา มักจะชอบเรียกเขาว่า “เจ้าเด็กตีลังกา” 
 
เนื่องด้วยสาเหตุที่ว่า ขณะที่เขาอ่านหนังสือ ทำการบ้าน หรือดูทีวีนั้น  เขามักจะชอบพาดเท้าไว้ในระดับที่สูงกว่าระดับหน้าท้องของตนเองเสมอ และมักจะชอบเปลี่ยนท่านั่ง ยุกยิก ขยับตัวไปมาอยู่ตลอดเวลา 
 

จากการสำรวจทั่วสหรัฐอเมริกา พบว่า มีคุณพ่อคุณแม่ และคุณครูส่วนใหญ่ที่เกิดความสงสัยว่า ทำไมในปัจจุบัน เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ จึงค่อนข้างยุกยิก และอยู่ไม่นิ่งมากกว่าเมื่อก่อน 
 
จากการศึกษาของสถาบันกรมควบคุมโรค (Center for Disease Control) พบว่า จากเด็กจำนวน 6.4 ล้านคน มีเด็กจำนวน 11% ที่ได้รับการตรวจ และวินิจฉัยว่าเป็นโรคเกี่ยวกับสมาธิสั้น (ADHD) และเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการสมาธิสั้นเหล่านี้ มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 43% ในปี 2003-2011 
 

ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน อาการสมาธิสั้น ADHD ได้กล่าวถึงอาการเหล่านี้ว่า มีหลากหลายปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กแสดงอาการขาดสมาธิ อยู่ไม่นิ่ง หุนหันพลันแล่น ซึ่งเป็น 3 อาการที่พบได้ในเด็กที่ขาดสมาธิ ADHD 
 
ตามข้อมูลของนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ Dr. David Elkind ผู้เขียนหนังสือเล่มที่ขายดี เรื่อง “The Hurried Child” ได้กล่าวว่า เด็ก ๆ ที่เคยถูกเรียกว่าเป็นเด็กยุกยิกเมื่อก่อนนั้น ตอนนี้พวกเขาได้ถูกเปลี่ยนมาเรียกว่าเป็น “เด็กสมาธิสั้นหรือเด็กไฮเปอร์” แล้ว 
 
แต่เด็กที่มีอาการยุกยิกก็ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะเป็นเด็กสมาธิสั้นเสมอไป ซึ่งคุณพ่อคุณแม่เองก็ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหากสงสัยว่าลูกอาจมีอาการสมาธิสั้นและขอรับการวินิจฉัยต่อไป 
 


 
ก่อนอื่นเลย เรามาดู 6 วิธีปฏิบัติกับเด็กที่มี อาการสมาธิสั้น และ นั่งไม่นิ่ง กันดีกว่า...
 


 
1. ส่งเสริมกิจกรรมการเคลื่อนไหว 

มีงานวิจัยจำนวนมากที่รองรับว่าการออกกำลังกาย และการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างถูกวิธีจะช่วยลดอาการขาดสมาธิสั้นได้ 
คุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องคอยดูแลและตรวจสอบว่าลูก ๆ นั้นได้ปลดปล่อยพลังจากการออกกำลังกายได้อย่างเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากการวิ่งเล่นในสนาม การเดิน การเล่นกีฬา ดูว่าการทำงานของ แขน ขา ตา และมือ ทำงานประสานกันเป็นอย่างไรบ้าง คล่องแคล่ว คล่องตัวหรือไม่  (พัฒนาการเคลื่อนไหวร่างกาย คลิก...)


 
2. เลือกโภชนาการ และปริมาณการบริโภคที่เหมาะสม

หากคุณพ่อคุณแม่ต้องส่งลูกไปโรงเรียนตอนเช้า จะต้องแน่ใจว่า เด็ก ๆ ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนสำหรับอาหารมื้อเช้า ที่ประกอบไปด้วย คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน (เช่น ไข่ ขนมปัง ถั่ว ข้าวโอ๊ต และโยเกิร์ต) 
 
ซึ่งการรับประทานมื้อเช้าที่เพียงพอจะช่วยให้เด็ก ๆ จดจ่อ และมีสมาธิในห้องเรียนได้มากขึ้น ที่สำคัญอาหารมื้อเช้าจะต้องไม่ใช่อาหารขยะประเภท Junk food ซึ่งจากงานวิจัยมีการศึกษาว่า junk food สามารถส่งผลต่ออาการขาดสมาธิได้ด้วย


 
3. ฝึกทักษะให้เด็ก ๆ รู้สึกผ่อนคลาย 

เมื่อใดก็ตามที่เด็ก ๆ รู้สึกมีอาการยุกยิก นั่งไม่นิ่งอยู่บ่อยครั้งที่โรงเรียน ผู้ปกครองสามารถช่วยเหลือด้วยการสอนเทคนิคให้เด็ก ๆ รู้จักเรียนรู้ร่างกาย และการผ่อนคลายตนเอง 
 
เช่น บอกลูกว่าเมื่อใดก็ตามที่หนูรู้สึกว่าอยากที่จะขยับตัว หรือเคลื่อนไหวร่างกายมาก ๆ ละก็ ลองสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และค้างไว้สัก 5 วินาที จากนั้นปล่อยลมหายใจออกมา และทำซ้ำเช่นนี้ประมาณ 2-3 ครั้งต่อกัน 
 
หรือจะลองฝึกโดยการทำขา หรือแขนของหนูให้นิ่งเหมือนมนุษย์หุ่นยนต์ และค่อย ๆ ปลดปล่อย โดยการสลัดแขนขาให้เหมือนตุ๊กตาที่สลัดแขนขาได้ ทำแบบนี้ สลับกันไปมาสัก 2-3 ครั้งต่อกัน 
 
หรืออาจจะเป็นการลองฝึกให้เด็ก ๆ ลองนึกถึงสิ่งดี ๆ เช่น ภาพวิว หรือธรรมชาติที่น่าผ่อนคลาย เพื่อช่วยให้เด็ก ๆ ได้รู้สึกผ่อนคลาย และไม่เครียดจนเกินไป


 
4. พูดคุยกับคุณครูของลูก ๆ เกี่ยวกับข้อดีของอาการยุกยิก

จากการศึกษาใหม่พบว่า การที่เราอนุญาตให้เด็ก ๆ ได้แสดงอาการยุกยิกบ้าง จะช่วยให้เด็ก ๆ สามารถโฟกัสกับสิ่งที่ทำในห้องเรียนได้มากขึ้น แต่จะต้องคอยระวังด้วยว่า อาการยุกยิกนั้น จะไม่สร้างความรำคาญ และรบกวนให้กับผู้อื่นในห้องเรียน 
 
ซึ่งคุณครูบางคนอาจจะใช้อุปกรณ์เป็นตัวช่วย เช่น แผ่นวงกลมสำหรับกำหนดขอบเขตเพื่อให้เด็ก ๆ สามารถแสดงอาการยุกยิกได้ตามขอบเขตพื้นที่ที่กำหนดให้เท่านั้น 
 
คุณพ่อคุณแม่สามารถปรึกษาและพูดคุยกับคุณครูที่ดูแลเพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมกับเด็ก ๆ ด้วย และหากได้ผลดี สามารถลองทำแนวทางเดียวกันเมื่อลูก ๆ นั่งทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมายที่บ้านด้วย 

 


5. จัดการเวลานอนให้เพียงพอ 

การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ (น้อยกว่า 8-9 ชั่วโมง) สามารถเป็นตัวกระตุ้นที่จะทำให้เด็ก ๆ เกิดอาการขาดสมาธิ และอดทนต่อสิ่งต่าง ๆ ได้น้อยลง 
 
คุณพ่อคุณแม่ควรจัดตารางเวลาการเข้านอนของเด็ก ๆ ให้เป็นเวลาสม่ำเสมอในแต่ละวัน ควรงดเวลาในการดูสื่อต่าง ๆ เช่น ทีวี มือถือ เกม หรือ social media อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน 
 
และควรจัดสรรห้องนอน เตียง ให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก ปลอดโปร่ง ควรหาหมอน ผ้าห่ม หรือตุ๊กตาที่ทำให้เด็กรู้สึกสบายและผ่อนคลาย เพื่อให้เด็กนอนหลับง่ายมากขึ้น 


 

6. สร้างการสื่อสาร และสารสัมพันธ์ที่ดีกับคุณครูที่โรงเรียน 

ในบางครั้งที่นักเรียน อาจมีปัญหาด้านพฤติกรรมที่โรงเรียน ผู้ปกครองควรหาเวลาในการพบปะพูดคุยกับคุณครูประจำวิชา เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับจุดแข็งและจุดอ่อนของลูก 
 
ลองสอบถามว่า หากพบว่าลูกนั่งไม่ได้ ต้องลุกหรือขยับตัวอยู่ตลอดเวลา สามารถอนุญาตให้น้องนั่งแบบพับขาขึ้นมาบนเก้าอี้ได้หรือไม่ในบางครั้ง แจ้งอาการ และพฤติกรรมของลูกให้คุณครูรับทราบ และเข้าใจ 
 
หาวิธี หรือตำแหน่งในการนั่งในห้องเรียนให้เหมาะสม เช่น อาจไม่นั่งตำแหน่งหลังห้องเรียน หรือนั่งติดหน้าต่างจนเกินไป เพราะอาจสร้างความวอกแวกให้เด็กเพิ่มขึ้น เป็นต้น เพื่อช่วยให้เด็กโฟกัสได้มากขึ้น และติดตามรายงานผลความคืบหน้าถึงพัฒนาการความเคลื่อนไหวของเด็กว่าเป็นอย่างไร
 

ในปัจจุบัน เราพบว่าเด็ก ๆ นั่งยุกยิก และนั่งไม่นิ่งค่อนข้างมาก ซึ่งเราอาจพบว่าพวกเขาก็เป็นเด็กฉลาด และน่ารักคนหนึ่ง 
 

ดังนั้นเราควรตระหนักว่า เด็ก ๆ ที่นั่งไม่นิ่งหรือควบคุมร่างกายให้อยู่นิ่งได้ยากนั้น จะต้องได้รับการดูแล และคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากทั้งคุณพ่อคุณแม่ และคุณครูที่โรงเรียน เพื่อให้เขาสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ และสามารถดึงประสิทธิภาพการเรียนรู้ออกมาได้มากที่สุด
 

 

ที่ BrainFit เรามี คอร์สพัฒนาสมองทุกด้านที่ผ่านการวิจัย และพัฒนามาจากนักจิตวิทยา และนักประสาทวิทยาชั้นนำ สำหรับน้อง ๆ วัย 3-18 ปี 
 
ซึ่งคอร์สนี้เป็นคอร์สที่จะพัฒนาสมองของเด็ก ๆ ให้แข็งแรงขึ้น ผ่านการทำกิจกรรมที่สนุกสนาน เด็ก ๆ จะได้วิ่งเล่นออกกำลังกาย ไปพร้อม ๆ กับการเล่นสนุก ดังนั้นพวกเขาจะได้รับการพัฒนาทักษะสมองด้านต่าง ๆ โดยไม่รู้ตัว
 
ซึ่งผลลัพธ์ที่เด็ก ๆ จะได้นั้นก็คือ พวกเขาจะนิ่งขึ้น มีสมาธิมากขึ้น และมีสมองที่แข็งแรงพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มากขึ้นกว่าเดิม
 

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม คลิก

"คอร์สพัฒนาสมองและสมาธิ"
 

 

BrainFit รับสมัครน้องๆ อายุตั้งแต่ 3-18 ปี

รับคำปรึกษาจากเรา ได้แล้ววันนี้ ฟรี!


ที่ 02-656-9938 / 02-656-9915 / 091-774-3769

LINE: @brainfit_th

 

------------------

 

Contact Us

If you would like to have your child attend our course, or you would simply like more information, please contact us today.

BrainFit Studio Thailand 2nd floor, Ploenchit Center,
Sukhumvit Soi 2, Bangkok 10110BTS Ploenchit Station Exit 4